ไอโอเอ็ม ยูเอ็นดีพี กระทรวงแรงงาน และกระทรวงยุติธรรม ร่วมสนับสนุนการสรรหาแรงงานและการจ้างแรงงานข้ามชาติอย่างมีจริยธรรมในประเทศไทย


Date Publish: 
Monday, June 21, 2021
Tags: 
Ethical recruitment

กรุงเทพฯ – วันที่ 15 มิถุนายน 2564 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) จัดงานหารือระดับชาติว่าด้วยการส่งเสริมการสรรหาแรงงานและการจ้างงานแรงงานข้ามชาติอย่างมีจริยธรรมในประเทศไทย โดยมีวิทยากรจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เข้าร่วมด้วย

“การหารือดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดนโยบายสำหรับการสรรหาและการจ้างงานอย่างมีจริยธรรมในประเทศไทย” นางสาวภัทรพร สมันตรัฐ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานย้ำ

ผู้เข้าร่วม 77 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคธุรกิจไทย บริษัทจัดหางาน ภาคประชาสังคม และองค์กรแรงงาน ได้เสนอแนะให้ลดความซับซ้อนของกระบวนการสรรหาแรงงานภายใต้ระบบบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอให้ลดค่าธรรมเนียมการจัดหางานที่เรียกเก็บจากแรงงานข้ามชาติและขอให้มีการกำหนดคำจำกัดความที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการจัดหางานในกฎหมายไทย ซึ่งภาครัฐได้รับทราบถึงข้อเสนอแนะและจะนำไปพิจารณาทบทวนต่อไป นอกจากนี้ยังรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจที่ปฏิบัติตามแนวทางการสรรหาแรงงานอย่างเป็นธรรมและมีจริยธรรมในรูปแบบของการให้รางวัลหรือสิ่งจูงใจทางภาษี

ทั้งนี้ ในฐานะศูนย์กลางการโยกย้ายถิ่นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 3.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ อยู่ในภาคอุตสาหกรรมหลักในระบอบเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง เกษตร  ประมง การผลิต และภาคบริการ

นางสาวเจอรัลดีน อองซาร์ค หัวหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ประเทศไทยกล่าวว่า “ถึงแม้แรงงานข้ามชาติจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม พวกเขายังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการสรรหาแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม การเสียค่าธรรมเนียมการจัดหางานที่มากเกินไปซึ่งนำไปสู่สภาวะแรงงานขัดหนี้”

เพื่อรับมือต่อความท้าทายข้างต้น ในปี 2562 รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวแทนนำเข้าแรงงานเรียกเก็บค่าบริการจากแรงงานข้ามชาติ

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญต่อแรงงานข้ามชาติดังที่ได้ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plans on Business and Human Rights: NAP) ซึ่งส่วนหนึ่งของความพยายามเหล่านี้ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการสรรหาแรงงานอย่างเป็นธรรมและมีจริยธรรมต่อไป รวมถึงสนับสนุน 'หลักการจ่ายค่าธรรมเนียมในการสรรหาแรงงานโดยนายจ้าง' (Employer Pays Principle) ซึ่งเป็นต้นแบบการสรรหาแรงงานที่แรงงานข้ามชาติไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานในภาคธุรกิจของไทย

“นายจ้างมุ่งมั่นที่จะยึดถือหลักการ Good Practice ในการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม ซึ่งหมายความว่ากระบวนการคัดกรองแรงงานเป็นไปอย่างเหมาะสมและแรงงานได้รับการคัดเลือกตามทักษะและความสามารถของพวกเขา” นายกรชัย แก้วมหาวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยกล่าว ซึ่งอ้างอิงถึงการสรรหาแรงงานข้ามชาติอย่างมีจริยธรรมจะช่วยให้ธุรกิจไทยสร้างชื่อเสียงในวงการธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ผู้บริโภคและแบรนด์ต่าง ๆ มีความตระหนักในหลักจริยธรรมมากขึ้น

ผู้เข้าร่วมงานมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้การสรรหาแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นธรรมยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีการกลับมาเปิดพรมแดน และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเมื่อมีการสรรหาแรงงานข้ามชาติดังกล่าว“แรงงาน MoU ในประเทศต้นทางจำนวนมากเป็นหนี้ค่าจัดหางานตั้งแต่ก่อนการปิดพรมแดนในเดือนมีนาคม 2563 และยังไม่สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” นายอดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการเครืองข่าย Migrant Working Group (MWG) เน้นย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ความเปราะบางของแรงงานข้ามชาติ รุนแรงขึ้นได้อย่างไร

นายอดิศร กล่าวย้ำว่าการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้กระบวนการสรรหาแรงงานมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและในประเทศต้นทาง อีกทั้งยังได้เสริมว่าข้อกำหนดในการกักตัวและการตรวจการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แรงงานข้ามชาติอาจต้องได้รับการตรวจก่อนที่จะมาประเทศไทยในอนาคตมีราคาสูง ดังนั้นการส่งเสริมการสรรหาแรงงานข้ามชาติอย่างมีจริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น โดยทางไอโอเอ็มจะมีการส่งข้อเสนอแนะในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่เสนอโดยผู้เข้าร่วมต่อภาครัฐเพื่อสนับสนุนรัฐบาลไทยในการพัฒนานโยบายซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของรัฐบาลภายใต้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration: GCM) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเพื่อครอบคลุมทุกมิติของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศในลักษณะองค์รวมและครอบคลุมที่รัฐบาลไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ จะมีการส่งต่อข้อมูลที่ได้จากการหารือให้กับการประชุมระดับภูมิภาคสำหรับบริษัทจัดหางานเพื่อส่งเสริมการสรรหาและการจ้างงานอย่างเป็นธรรม ซึ่งจัดโดยไอโอเอ็มและกระทรวงแรงงาน ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในการขจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทาน (CREST)  ซึ่งได้รับทุนซึ่งได้รับทุนจาก Swedish International Development Cooperation Agency (SIDA)  และโครงการส่งเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในการขจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแฟชั่น (CREST Fashion) ซึ่งได้รับทุนจาก Laudes Foundation ของไอโอเอ็ม รวมถึงโครงการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในเอเชียของ UNDP ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางงบประมาณจากสหภาพยุโรป (European Union: EU)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CRESTThailand@iom.int

            

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

โครงการส่งเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในการขจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทาน (CREST) ของ ไอโอเอ็ม ซึ่งได้รับทุนจาก Swedish International Development Cooperation Agency  เป็นโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มุ่งหวังที่จะส่งเสริมศักยภาพของธุรกิจในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานของแรงงานข้ามชาติในการดำเนินงานและในห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา โครงการส่งเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในการขจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแฟชั่น (CREST Fashion) ซึ่งได้รับทุนจาก Laudes Foundation ทำงานร่วมกับองค์กรและบริษัทนานาชาติและภาคธุรกิจในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CRESTThailand@iom.int

โครงการส่งเสริมการย้ายถิ่นที่ปลอดภัย การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และการจ้างงานในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และไทย (PROMISE) ซึ่งได้รับทุนจาก Swiss Agency for Development and Cooperation (SDC) มุ่งมั่นที่จุดพัฒนาโอกาสด้านการสร้างอาชีพสำหรับแรงงานข้ามชาติทั้งหญิงและชายที่ทำงานในประเทศไทย ซึ่งมาจากประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ด้วยการเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพและพิทักษ์สิทธิแรงงานอันนำไปสู่การลดความยากจน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ promise@iom.int

โครงการ Business and Human Rights in Asia: Enabling Sustainable Economic Development through the Protect, Respect and Remedy Framework ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป (European Union: EU)  ได้สนับสนุนการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs) โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลใรประเทศเอเชีย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ผ่านการหารือ การฝึกอบรม การวิจัย การให้ทุน และการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ โดยในการดำเนินการดังกล่าวของ EU-UNDP มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในขณะที่ส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีไปด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ rbap.businessandhumanrights@undp.org